ในที่สุด
และในที่สุด
พวกเค้าก็มาเมืองไทยกันจนได้...
ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
เพื่อนคนหนึ่งที่รู้จักกันไม่นาน ผ่านความสัมพันในรูปแบบ "เพื่อนของเพื่อน"
ได้ส่งเพลงเพลงหนึ่งมาทางสายโทรศัพท์ (ใช่แล้วครับฟังไม่ผิดหรอกเพราะสมัยนั้นยังไม่มี hi speed internet)
มันเป็นวันกลางฤดูร้อนของปิดเทอมที่น่าเบื่อมากๆปีหนึ่ง แต่เพลงๆนั้นไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่า
"การเปลี่ยนชีวิต"
เพลงนั้นชื่อว่าเพลง "Heartbeat" แค่ท่อนแรงของเพลงผมก็หลงรักวงนี้หัวปักหัวปำแล้วครับ
แน่นอนว่าวงนี้จะเป็นวงอื่นไปไม่ได้เลยนอกจาก Tahiti 80
เรื่องราวของวงนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1993 ที่เมือง Rouen ในฝรั่งเศส เมืองเดียวกันกับที่ Joan of Arc โดนประหารชีวิต โดยวงการเพลงของฝรั่งเศสในยุคนั้นกำลังเหงาหงอยสร้อยเศร้ามากๆ หลังจาก Serge Gainsbourg หมดพลังแล้ว ไอ้หนุ่มจาก Rouen 4 คนก้นึกเบื่อที่จะฟังเพลงสั่วๆที่ไม่ได้จรรโลงใจเท่าไหร่ ก็เลยลุกขึ้นมาทำวงที่ร้องเพลงภาษาอังกฤษในฝรั่งเศสขึ้น โดยอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกซึ่งออกกับค่าย Minty Fresh คืออัลบั้ม Puzzle ที่มีเพลงยอดฮิตคือ Heartbeat อยู่ด้วย โดยวางตลาดในปี 1999 ซึ่งทำให้กระแส French Pop, Soul Pop, Euro Pop หรืออะไรก็แล้วสุดแต่จะเรียกกัน แพร่กระจายจาก Rouen ไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่นที่วงนี้บูมมากกกกกก ไม่มากเท่าไหร่ แต่แค่ซิงเกิ้ลทุกแผ่นของวงนี้ ต้องวางขายที่ญี่ปุ่นเป็นที่แรก ก่อนที่ฝรั่งเศสเสียอีก

ต่อมาในปี 2002 อัลบั้มเต็มชิ้นที่สองของพวกเขา Wallpaper For The Soul ก็ได้ฤกษ์วางแผง ดนตรีของพวกเขาพัฒนาจากดนตรีป้อปที่มีเมโลดี้สละสลวย กลายเป็น ดนตรีป้อปที่มีเมโลดี้สละสลวย และมีกลิ่นเพลง soul อยู่ เนื่องจากการได้รับอิทธิพลจาก Al Green ของคนในวง วิธีการร้องของ Xavier จึงเปลี่ยนไปจากน่ารักหวานใส ก็กลายเป็นนิ่งขรึม จริงจังมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากๆคือเพลง 1,000 Times เพลงโปรดของใครๆหลายคนที่ผสมเอาเครื่องดนตรีที่ soulful อย่าง cello มาเข้ากับแนวทางดนตรีของวงได้อย่างลงตัว ละเมียดละไม

จนถึงอัลบั้มล่าสุด ทิศทางของเพลง แนวคิดขอวงดูเหมือนจะคืนสู่ความเป็นสามัญ คือการขับเน้นเอาศักยภาพของการสร้างเสียงดนตรีของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจะเป็นสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังจากอัลบั้ม Fosbury นี้ เราจะได้ยินสำเนียงของดนตรีที่ดูหนักแน่น เอนมาทาง rock มากขึ้นกว่าสองอัลบั้มที่ผ่านมา เมโลดี้ที่สวยงามคล่องหูจะลดน้อยลงไป แต่แทนที่ด้วยเนื้อเพลงที่คมคาย อย่างในเพลง Big Day ที่มีท่อนที่ร้องว่า
come and get it, come and get it now
there's a big day waiting for you...
แตกต่างไปจากอัลบั้มก่อนๆด้วยการพูดถึงเนื้อหาที่เป็นนามธรรมมากขึ้นกว่าเรื่องราวความรักหวานใส การง้องอนของคู่รัก เป็นการพูดถึงความหวัง ความฝัน และจุดมุ่งหมายในชีวิต

ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมโลดี้เปี่ยมเสน่ห์แบบนั้น หรือเสียงร้องแหบพร่า แต่หวานจับใจของ Xavier นักร้องนำ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม วันอาทิตย์ที่ 25 เดือนนี้ ผมไม่อยากให้มีใครพลาดที่จะไปดูวงนี้มาเล่นสดแบบตัวเป็นๆ ไม่ใช้สลิง ไม่โชว์สตันท์กันที่คอนเสิร์ท Melody of Life ที่ Central World กัน ของดีๆแบบนี้พลาดไป ก็ไม่รู้ว่าเค้าจะมาเมืองไทยกันอีกเมื่อไหร่ และคงต้องคอยดูกันต่อไปว่า วงดนตรีวงนี้ จะสร้างปรากฏการณ์อะไรขึ้นอีกในเวลาอันใกล้ที่จะมาถึง
edit @ 2007/03/18 20:53:18
และในที่สุด
พวกเค้าก็มาเมืองไทยกันจนได้...
ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
เพื่อนคนหนึ่งที่รู้จักกันไม่นาน ผ่านความสัมพันในรูปแบบ "เพื่อนของเพื่อน"
ได้ส่งเพลงเพลงหนึ่งมาทางสายโทรศัพท์ (ใช่แล้วครับฟังไม่ผิดหรอกเพราะสมัยนั้นยังไม่มี hi speed internet)
มันเป็นวันกลางฤดูร้อนของปิดเทอมที่น่าเบื่อมากๆปีหนึ่ง แต่เพลงๆนั้นไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่า
"การเปลี่ยนชีวิต"
เพลงนั้นชื่อว่าเพลง "Heartbeat" แค่ท่อนแรงของเพลงผมก็หลงรักวงนี้หัวปักหัวปำแล้วครับ
แน่นอนว่าวงนี้จะเป็นวงอื่นไปไม่ได้เลยนอกจาก Tahiti 80
เรื่องราวของวงนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1993 ที่เมือง Rouen ในฝรั่งเศส เมืองเดียวกันกับที่ Joan of Arc โดนประหารชีวิต โดยวงการเพลงของฝรั่งเศสในยุคนั้นกำลังเหงาหงอยสร้อยเศร้ามากๆ หลังจาก Serge Gainsbourg หมดพลังแล้ว ไอ้หนุ่มจาก Rouen 4 คนก้นึกเบื่อที่จะฟังเพลงสั่วๆที่ไม่ได้จรรโลงใจเท่าไหร่ ก็เลยลุกขึ้นมาทำวงที่ร้องเพลงภาษาอังกฤษในฝรั่งเศสขึ้น โดยอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกซึ่งออกกับค่าย Minty Fresh คืออัลบั้ม Puzzle ที่มีเพลงยอดฮิตคือ Heartbeat อยู่ด้วย โดยวางตลาดในปี 1999 ซึ่งทำให้กระแส French Pop, Soul Pop, Euro Pop หรืออะไรก็แล้วสุดแต่จะเรียกกัน แพร่กระจายจาก Rouen ไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่นที่วงนี้บูมมากกกกกก ไม่มากเท่าไหร่ แต่แค่ซิงเกิ้ลทุกแผ่นของวงนี้ ต้องวางขายที่ญี่ปุ่นเป็นที่แรก ก่อนที่ฝรั่งเศสเสียอีก

ต่อมาในปี 2002 อัลบั้มเต็มชิ้นที่สองของพวกเขา Wallpaper For The Soul ก็ได้ฤกษ์วางแผง ดนตรีของพวกเขาพัฒนาจากดนตรีป้อปที่มีเมโลดี้สละสลวย กลายเป็น ดนตรีป้อปที่มีเมโลดี้สละสลวย และมีกลิ่นเพลง soul อยู่ เนื่องจากการได้รับอิทธิพลจาก Al Green ของคนในวง วิธีการร้องของ Xavier จึงเปลี่ยนไปจากน่ารักหวานใส ก็กลายเป็นนิ่งขรึม จริงจังมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากๆคือเพลง 1,000 Times เพลงโปรดของใครๆหลายคนที่ผสมเอาเครื่องดนตรีที่ soulful อย่าง cello มาเข้ากับแนวทางดนตรีของวงได้อย่างลงตัว ละเมียดละไม

จนถึงอัลบั้มล่าสุด ทิศทางของเพลง แนวคิดขอวงดูเหมือนจะคืนสู่ความเป็นสามัญ คือการขับเน้นเอาศักยภาพของการสร้างเสียงดนตรีของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจะเป็นสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังจากอัลบั้ม Fosbury นี้ เราจะได้ยินสำเนียงของดนตรีที่ดูหนักแน่น เอนมาทาง rock มากขึ้นกว่าสองอัลบั้มที่ผ่านมา เมโลดี้ที่สวยงามคล่องหูจะลดน้อยลงไป แต่แทนที่ด้วยเนื้อเพลงที่คมคาย อย่างในเพลง Big Day ที่มีท่อนที่ร้องว่า
come and get it, come and get it now
there's a big day waiting for you...
แตกต่างไปจากอัลบั้มก่อนๆด้วยการพูดถึงเนื้อหาที่เป็นนามธรรมมากขึ้นกว่าเรื่องราวความรักหวานใส การง้องอนของคู่รัก เป็นการพูดถึงความหวัง ความฝัน และจุดมุ่งหมายในชีวิต

ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมโลดี้เปี่ยมเสน่ห์แบบนั้น หรือเสียงร้องแหบพร่า แต่หวานจับใจของ Xavier นักร้องนำ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม วันอาทิตย์ที่ 25 เดือนนี้ ผมไม่อยากให้มีใครพลาดที่จะไปดูวงนี้มาเล่นสดแบบตัวเป็นๆ ไม่ใช้สลิง ไม่โชว์สตันท์กันที่คอนเสิร์ท Melody of Life ที่ Central World กัน ของดีๆแบบนี้พลาดไป ก็ไม่รู้ว่าเค้าจะมาเมืองไทยกันอีกเมื่อไหร่ และคงต้องคอยดูกันต่อไปว่า วงดนตรีวงนี้ จะสร้างปรากฏการณ์อะไรขึ้นอีกในเวลาอันใกล้ที่จะมาถึง
edit @ 2007/03/18 20:53:18